ATP30 ผลงานฟื้นตัว รับแรงหนุนราคาน้ำมันปรับลด แบ็กล็อกแน่น 1,520 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรถ EV ดันมาร์จิ้นโตยาว วางเป้ากำไรทะยานแตะ 120 ล้านบาท ในปี 2571 ผ่านแผน JUMP+ ฟากโบรกยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมาย 1.38 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ระบุถึง บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30 ว่า บริษัทรายงานกำไรงวดไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 9.7 ล้านบาท ลดลง 37%YoY และ 21%QoQ เนื่องจากรายได้จากการให้บริการลดลงจากลูกค้าบางส่วนไม่ต่อสัญญาเมื่อครบกำหนดสัญญาบริการ ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2569 จากภาวะสงครามส่งผลกระทบต่อต้นทุนการให้บริการ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดเหลือ 20% จาก 21.9% ในไตรมาส 1/2568 และยังมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมรถไฟฟ้าและบุคลากรเพื่อรองรับงานที่จะเริ่มให้บริการในไตรมาสถัดไป รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีอัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ 5% จาก 7.5% ใน 1Q/2568 และ 6.1%ในไตรมาส 4/2568
@Backlog 1.5 พันล.
ทั้งนี้ กำไรงวดไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 15% ของประมาณการของฝ่ายวิจัยที่ 63 ล้านบาท และปลายงวดBacklog 1,520 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้เป็นรายได้
มีกำไรงวดไตรมาส 1/2569 มีสัดส่วนต่ำเพียง 15% ของประมาณการกำไรทั้งปี แต่เชื่อว่าผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวดีในช่วงเวลาที่เหลือของปี จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงและการเพิ่มจำนวนรถบัสไฟฟ้า (BUS EV) เข้าในพอร์ตมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรถบัสที่ใช้พลังงานน้ำมันเป็นหลัก โดยฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการสำหรับปี 2569 ตามเดิมที่คาดการณ์รายได้จากการให้บริการและกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 848 และ 63 ล้านบาท +5%YoY , +7%YoY ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของกำไรสุทธิระหว่างปี 2567 – 2569 เท่ากับ 11% ต่อปี ทั้งนี้คาดกำไรงวดไตรมาส 2/2569 ฟื้นตัว 3%QoQ แต่ลดลง 38%YoY จากไตรมาส 2/2568 ที่เป็นระดับสูงสุดรายไตรมาสในปี 2568 มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนรถ EV
บริษัทอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถบัสไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากขึ้นและใช้ EV Management System ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัททำการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (CFO) กับ TGO ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 และร่วมประกาศเจตนารมณ์ ACNN (Amata Carbon Neutral Network) ขับเคลื่อนเมืองอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทตั้งเป้าใช้รถ EV ครบ 100 คันภายในปี 2571 ซึ่งมีผลดีในระยะยาวสนับสนุนมาร์จิ้นที่ดีกว่าและมีระยะเวลาคืนทุนสั้นกว่าการใช้รถสันดาป
แผน JUMP+ หนุนกำไรเติบโตก้าวกระโดดในอีก 3 ปีข้างหน้า
แผน JUMP+ ตั้งเป้าการเติบโตของกำไรสุทธิสู่ระดับ 120 ล้านบาทภายในปี 2571 จากการดำเนินงานตามแผน 1. การเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์จากกองรถ 2. การขยายกองรถพลังงานไฟฟ้า 3. กระจายรายได้สู่ธุรกิจใหม่ให้บริการรายเที่ยว (VVS-VIP Vehicle Services) บริการเดินทางแบบรายวันและรายเดือนสำหรับลูกค้าองค์กรและกลุ่มท่องเที่ยว และ 4.ธุรกิจซ่อมบำรุงและจำหน่ายอะไหล่แบบครบวงจร (AQS-A Quick Service) ต่อยอดจากศูนย์ซ่อมและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ประจำสนับสนุนการเติบโตของกำไรและเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
@เคาะ 1.38 บาท
ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อผลการดำเนินงานที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องและทำสถิติสูงสุดใหม่ ในการประเมินราคาเหมาะสมซึ่งอิง Prospect PER ที่ระดับ 15 เท่า โดยประมาณกำไรต่อหุ้นสำหรับปี 2569 ราว 0.092 บาท คำนวณราคาเหมาะสมได้เท่ากับ 1.38 บาทซึ่งยังมีอัพไซด์จากราคาปิดล่าสุด ขณะที่คาดการณ์ Yield 4.2% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
แหล่งที่มา: มิติหุ้น https://www.mitihoon.com/2026/07/20/660221/