
ATP30 ลงทุนฝึกอบรมทีมช่างและสร้างระบบนิเวศรองรับรถไฟฟ้า ตั้งแต่การจัดซื้อจนถึงบริการหลังการขาย มุ่งหวังเป็น New S-Curve ให้บริการผู้ประกอบการรายอื่นในตลาด และแก้ปัญหาการซ่อมบำรุงรถบัสในไทยที่ซับซ้อน
ซึ่งทีม AQS ของ ATP30 ถูกส่งไปฝึกอบรมกับบริษัทผู้ผลิต รถไฟฟ้า ทุกรายที่บริษัทซื้อรถด้วย โดยวางเงื่อนไขตั้งแต่ขั้นตอนจัดซื้อว่าต้องเทรนทีมช่างให้ดูแลรถได้จริง ควบคู่กับการลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น ถ้าเรามี ระบบนิเวศ เหล่านี้ครบ คิดว่าสเกลได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าสมมุติว่าไม่มีตรงนี้ แล้วเจ้าใหม่จะมาเริ่มต้นโดยที่มองว่ามีเงินแล้วไปซื้อรถมาวิ่ง ก็จะไม่ง่ายเหมือนตอนเป็นรถน้ำมัน ที่สำคัญกว่านั้น ATP30 ไม่ได้สร้าง ระบบนิเวศ นี้เพื่อใช้ภายในบริษัทเท่านั้น แต่มองว่ามันจะกลายเป็น New S-Curve ที่ให้บริการผู้เล่นรายอื่นในตลาดด้วย หากบริษัทไหนประมูลงานได้แต่ยังขาดระบบชาร์จหรือทีมซ่อม ATP30 ก็พร้อมเป็นผู้ให้บริการ นั่นหมายความว่าแม้จะพลาดการประมูลในบางโครงการ บริษัทก็ยังมีช่องทางสร้างรายได้ ตอนที่เป็นรถน้ำมันบอกว่าเราก็เป็น Bus Operator รายหนึ่งในหลายๆ ร้อยรายที่มี แล้วก็คู่แข่งก็มีตั้งแต่รายเล็กถึงรายใหญ่ เพราะฉะนั้นการแข่งขัน Red Ocean กันพอสมควร แต่ว่าพอตอนนี้เราเคลื่อนด้วย Ecosystem เราไม่ได้ Move ด้วยเป็น Bus Operator อย่างเดียว ก็จะทำให้เรามีโอกาสที่จะเอา Ecosystem มุมไหนเข้าไปจับก็ได้ เช่น ถ้าเราประมูลงานตรงนี้ไม่ได้รถ แต่ว่าคนอื่นได้ แล้วเขาไม่มีความพร้อมตรงนี้ เรามีสถานีชาร์จ มีทีมซ่อม ก็สามารถที่จะสร้างรายได้ได้ตรงนี้เหมือนกัน มันก็จะเป็น Service
เรื่องราวของระบบ ซ่อมบำรุง มีที่มาที่น่าสนใจ และเริ่มจากความเข้าใจเชิงลึกที่สะสมมาจากการเป็นผู้ใช้รถบัสมากกว่า 20 ปี เขาอธิบายว่า รถบัสในประเทศไทยมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่ารถทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น โครงล่างมาจากผู้ผลิต แต่ตัวถังทำขึ้นแยกต่างหากโดยผู้ผลิต ก่อนนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ผลที่ตามมาคือเมื่อรถมีปัญหา ไม่มีศูนย์บริการไหนดูแลได้ครบในที่เดียว บางศูนย์ทำได้เฉพาะส่วนล่าง ส่วนบนของตัวถังต้องหาช่างอีกคน อู่ข้างถนนก็ไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ATP30 ทดลองเปิดให้บริการ ซ่อมบำรุง ให้กับเครือข่ายใกล้ชิดเป็นเวลากว่า 2 ปี และผลตอบรับดีเกินคาด จนนำไปสู่การตัดสินใจแยกออกมาเป็นธุรกิจใหม่อย่างจริงจัง ศูนย์บริการตรงนี้มีความต้องการอยู่ เราก็เลยทดลองทำมาประมาณ 2 ปี โดยที่ให้บริการกับกลุ่มที่เป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงกันไป ปรากฏว่าเสียงตอบรับค่อนข้างดีมาก ก็เลยมองว่าถ้าอย่างนั้นควรที่จะ Spin ออกไปเป็น New S-Curve ของเราได้ แต่เหตุผลที่สองที่เร่งการตัดสินใจมาจากประสบการณ์ตรงจากการใช้รถบัสไฟฟ้า ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ต้องรอช่างจากประเทศจีนบินมาดูแล รถต้องจอดนิ่งรอเป็นเวลานาน เเต่ในธุรกิจรถพาณิชย์ ทุกนาทีที่รถจอดคือรายได้ที่หายไป และนี่คือเหตุผลที่ชัดเจนพอที่จะทำให้ ATP30 ลงทุนซื้อเครื่องมือราคาสูง และพัฒนาทีมซ่อมบำรุง ให้มีความสามารถดูแล รถไฟฟ้า พาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ เริ่มมาใช้รถบัสไฟฟ้า ก็มีความรู้สึกว่าทุกครั้งต้องรอช่างจีน จอดรอนานก็เลยมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะ Develop ทีมให้มีศักยภาพ แต่ว่าก็ไปดูมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ก็คือต้องซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่มีราคาสูง แต่เราก็มีศักยภาพที่จะลงทุนได้ งั้นก็มีความพร้อมเลยลงทุน เพราะฉะนั้นก็อยากจะมีศูนย์บริการที่สามารถ ซ่อมบำรุง ได้ทั้งรถน้ำมัน และรถ EV ที่เป็นเชิงพาณิชย์ไม่ใช่ EV ที่เป็นรถเก๋งทั่วไป
ผู้บริหาร ATP 30 อธิบายเพิ่มเติมว่า “รถบัสและรถบรรทุกไฟฟ้าจากจีนกำลังทะลักเข้าสู่ตลาดไทยมากขึ้นทุกปี ผู้นำเข้าส่วนใหญ่มาด้วยโมเดลที่มีแต่การขายอย่างเดียว บริการหลังการขายและอะไหล่ยังไม่พร้อม ATP30 จึงเลือกเป็นพันธมิตรด้านบริการแทนการเป็นผู้ขายรถ รับดูแลงานซ่อมและสต็อกอะไหล่ให้กับผู้นำเข้าหลายแบรนด์พร้อมกัน ในทิศทางของศูนย์บริการหลายแบรนด์ที่ไม่ผูกมัดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่แม้แต่ศูนย์บริการรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Hino ก็เริ่มปรับตัวไปในทิศทางนั้นแล้ว สำหรับรถบัสไฟฟ้า ยังมีข้อได้เปรียบที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่มี นั่นคือแบตเตอรี่ของรถบัสเป็นชุดแยกออกจากตัวถังรถ หากเทคโนโลยีแบตเตอรี่เปลี่ยนไปในอนาคต ก็สามารถถอดออกและเปลี่ยนชุดใหม่ได้โดยไม่ต้องทิ้งรถทั้งคัน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีที่ปิยะยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวังอยู่ถ้าการขยายการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเป็นขั้นแรก ขั้นถัดไปของ ATP30 คือการผลิตพลังงานให้ได้เองให้มากที่สุด ปัจจุบันบริษัทติดตั้งโซลาร์บนหลังคาที่สำนักงานชลบุรี และกำลังขยายไปยังนครนายกและมาบตาพุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมแผนเพิ่มที่แหลมฉบังในลำดับต่อไป ผู้บริหาร ATP30 เล่าว่าปัจจุบันระบบไฟฟ้าของบริษัทใช้พลังงานจากโซลาร์ประมาณ 70% ดึงจากสายส่งเพียง 30% ซึ่งพัฒนามาจากจุดเริ่มต้นที่เคยอยู่ที่ 50-50 เดือนที่แล้วผลิตไฟได้ถึง 12 เมกะวัตต์ชั่วโมง แต่ความท้าทายคือธรรมชาติของพลังงานแสงอาทิตย์” เขายกตัวอย่างว่า “ในช่วงกลางวันที่แดดจัดผลิตไฟได้มากเกินความต้องการ ส่วนช่วงเช้าและเย็นกลับไม่พอใช้ ขณะที่ รถไฟฟ้า ต้องการชาร์จไฟในปริมาณคงที่ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง คำตอบของปัญหานี้คือระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ที่จะเปลี่ยนพลังงานโซลาร์ให้สม่ำเสมอ ATP30 อยู่ระหว่างการรวบรวมแบตเตอรี่มือสองที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว โดยคาดว่าจะมีชุดแรกขนาดหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์จะเข้ามาในอีกประมาณ 2 เดือน และยังมีแผนทำหลังคาโรงจอดรถแบบโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อขยายกำลังผลิตให้ได้มากขึ้น ในด้านการลดคาร์บอน ผู้บริหารชี้ว่าตัวชี้วัดที่ถูกต้องสำหรับธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัวไม่ใช่ปริมาณคาร์บอนรวมที่ปล่อยออกไป เพราะจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นทำให้ตัวเลขรวมยังไม่ลด แต่ตัวชี้วัดที่มีความหมายกว่าคือความเข้มข้นของคาร์บอนหรือปริมาณคาร์บอนต่อกิโลเมตรที่วิ่ง บริษัทจัดทำรายงานรอยเท้าคาร์บอนระดับองค์กรมาแล้ว 3 ปี และในปีนี้กำลังเริ่มทดลองทำรายงานรอยเท้าคาร์บอนระดับผลิตภัณฑ์ เพื่อวัดให้ได้ว่าเมื่อเปลี่ยนเป็น รถไฟฟ้า แล้ว การปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยบริการลดลงเท่าใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการยื่นขอเครดิตคาร์บอนในอนาคตด้วย โซลาร์จะเป็นตัวตอบโจทย์เรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนของเรา เราใช้น้ำมันดีเซล แต่ละปีปล่อยคาร์บอนเกือบ 2 หมื่นตัน ปริมาณรวมอาจยังไม่ลด เพราะเรายังขยายธุรกิจอยู่ แต่สิ่งที่เราพยายามลดคือคาร์บอนต่อกิโลเมตร เพราะรถที่เพิ่มเข้ามาเป็น รถไฟฟ้า สมมติปีนี้วิ่ง 3 ล้านกิโล ปีหน้าขึ้นเป็น 3 ล้าน 3 การปล่อยก๊าซไม่ได้เพิ่มตาม 10% แต่กลับลดลงต่อกิโลเมตร”
หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจ คือวิธีที่ ATP30 มองแนวคิดด้านความยั่งยืน บริษัทไม่ได้ใช้มันเป็นแค่ป้ายติดผนัง แต่เปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยลูกค้าแก้โจทย์ได้จริง โดยเฉพาะลูกค้าบริษัทข้ามชาติที่ต้องรายงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทางของพนักงานต่อบริษัทแม่ในระดับโลก เราใช้แนวคิดความยั่งยืนเป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อช่วยลูกค้าที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซจากการเดินทางของพนักงาน “เราคำนวณให้ได้เลยว่าถ้าเปลี่ยนมาใช้ รถไฟฟ้า จะลดได้เท่าไหร่ รถบัสน้ำมันวิ่ง 1 กิโลเมตรปล่อยคาร์บอนเกือบ 1 กิโลกรัม โรงงานที่มีรถ 50-60 คัน วิ่งวันละหมื่นกิโล ก็ปล่อยวันละหมื่นกิโลกรัมเหมือนกัน พอเปลี่ยนเป็น รถไฟฟ้า ลดได้ครึ่งหนึ่ง บวกโซลาร์อีกก็ลดได้มากกว่าครึ่ง” อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ATP30 ยอมรับว่าเหตุผลด้านความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจเปลี่ยนได้เร็ว สิ่งที่เป็นตัวเร่งที่แท้จริงคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จากเดิมที่ลูกค้าทยอยเปลี่ยนทีละ 5 คันต่อปี พอน้ำมันแพงขึ้น ก็ขอเปลี่ยนเป็น รถไฟฟ้า ครึ่งหนึ่งของรถทั้งหมดในครั้งเดียว.
แหล่งที่มา : Head Topics (https://th.headtopics.com/news/65848051483236176461-82728416)
Leave A Comment